เรื่อง: มาดูแล สุขภาพกันนะคะ
 
 21226

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
02 สิงหาคม 2014, 09:16:26น.







 s#y ea: ea:


ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #1 02 สิงหาคม 2014, 09:17:13น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #2 02 สิงหาคม 2014, 09:17:50น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #3 02 สิงหาคม 2014, 09:18:22น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #4 02 สิงหาคม 2014, 09:18:55น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #5 02 สิงหาคม 2014, 09:19:22น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #6 02 สิงหาคม 2014, 09:20:02น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #7 02 สิงหาคม 2014, 09:20:44น.









ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #8 02 สิงหาคม 2014, 09:21:15น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #9 02 สิงหาคม 2014, 09:22:00น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #10 02 สิงหาคม 2014, 21:12:14น.














ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #11 04 สิงหาคม 2014, 22:31:07น.


รวมสูตรดีท๊อกซ์ คุณก้อทำเองได้ ::)




ปัจจุบันผู้คนต่างหวนกลับมาใช้ชีวิตอิงธรรมชาติกันมากขึ้น นั่นคงเป็นเพราะว่าทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับปัญหามลพิษ สารเคมี และกินอาหารที่มีสารปนเปื้อนอยู่เกือบตลอดเวลา เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ดังนั้นศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยสุขภาพจึงเป็นที่นิยมกันมากขึ้น การนั่งสมาธิ การฝึกโยคะ และการเลือกอาหารปลอดสารพิษ ดูจะได้รับความสนใจและนำไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับปัญหาสารพิษที่รายล้อมรอบตัวเรานั่นเอง

“การล้างพิษ” นับเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพตามวิถีธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยจะขจัดสารพิษต่าง ๆ ที่คั่งค้างในร่างกายของคนเราออกไป เพื่อให้มีสุขภาพและชีวิตที่สดใสขึ้นโดยธรรมชาติแม้ว่าร่างกายจะสามารถกำจัดสารพิษได้ แต่ผลจากที่ร่างกายต้องรับสารพิษทุกวันและปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขบวนการกำจัดสารพิษต้องทำงานหนักขึ้น จึงอาจทำให้ประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษลดลง สารพิษมีเหลือตกค้างอยู่ในร่างกาย และการที่คนเรามีอาการเหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวัน ผิวพรรณหน้าตาไม่สดใส คลื่นเหียน อาเจียน มึนศรีษะ เบื่ออาหาร มีแผลในปาก มีอาการของภูมิแพ้ต่างๆ หรือเป็นโรคร้ายต่าง ๆ ก็อาจมีสาเหตุจากร่างกายมีสารพิษอยู่มากนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยจึงพยายามที่จะค้นหาหนทางต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับสารพิษให้ร่างกาย และพบว่ามีสารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างสารพิษ นั่นคือ เซซามิน สารสกัดที่ได้จากงา มีฤทธิ์ช่วยบำรุงตับ (ตับ-เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ เพราะถือว่าเป็นโรงงานกำจัดของเสียขนาดใหญ่ของร่างกาย) โดยผลการศึกษาพบว่า เซซามิน มีฤทธิ์ป้องกันแอลกอฮอล์ไม่ให้ทำลายตับ และช่วยเพิ่มความเร็วในการกำจัดเอธิลแอลกอฮอล์ออกจากเลือด และยังพบว่ามีฤทธิ์ในการป้องกันตับจากการถูกทำลายด้วยคาร์บอนเตตระคลอไรด์ได้ ซึ่งคาร์บอนเตตระคอลไรด์นี้เป็นสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น อาหาร น้ำ อากาศ และอาจทำให้เกิดมะเร็งตับได้

นอกเหนือจากฤทธิ์ ในการกำจัดสารพิษแล้ว เซซามินยังมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี การเลือกสารสกัดเซซามิน สารอาหารจากธรรมชาติจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษในร่างกายเลือกใช้ชีวิตอย่างฉลาด ต้องรู้จักดูแลสุขภาพตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ หมั่นล้างพิษให้ร่างกายประจำ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เพื่อขีวิตที่สดใสทุกวัน

สูตรล้างพิษ ล้างไขมันในลำไส้

ใช้โยเกิร์ตชนิดจืดครึ่งถ้วยผสมนมสดจืด 1 กล่อง เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา บีบมะนาว 2 ลูก คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยดื่ม จะช่วยบำรุงสมอง เพิ่มวิตามิน B และ C มีแคลเซียม ซ่อมแซมกระดูก จุลินทรีย์ตัวดีช่วยย่อยน้ำมันพืช โดยเวลาที่เหมาะสมในการดื่มคือตั้งแต่ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า

สูตรล้างพิษด้วยผัก ผลไม้

วิธีการก็คือให้ดื่มน้ำผัก หรือทานผลไม้ชนิดเดียวกันทั้งวัน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ มะเขือเทศ มะละกอ ส้มโอ ฯลฯ ที่สำคัญคือต้องเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน และไม่มีแคลอรีสูง เช่น ไม่ควรเป็นทุเรียน หรือสับปะรดที่มีกรดสูง และอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น หากเลือกมะละกอ อาจเป็นมะละกอสุก มื้อต่อมาอาจเป็นส้มตำ (มะละกอดิบ) หรือน้ำมะละกอได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานเก่าออกมาใช้ สารพิษที่ตกค้างจึงถูกกากใยของน้ำผัก ผลไม้ ขจัดออกมาได้ง่าย

หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น ให้ดื่มน้ำมะนาวอุ่น 2 ขวด ล้างสารพิษที่ตับขับออกมารวมกันไว้ในลำไส้เล็กตอนต้น เพื่อให้เราถ่ายเอาสารพิษออกมากับอุจจาะ หากไม่ถ่าย สารพิษจะกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม การล้างพิษจะไม่ได้ผล วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อครั้ง

อดล้างพิษใน 1 วัน

การล้างพิษ วิธีนี้สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ห้ามทานเนื้อสัตว์ และจำกัดไม่ให้ร่างกายได้รับพลังงานเกิน 800 กิโลแคลอรี เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก จากนั้นตับจะขับสารพิษออกมา พอวันรุ่งขึ้นหลังตื่นอนให้ดื่มน้ำผสมเกลือ และน้ำมะนาว เพื่อให้สารพิษขับออกมาพร้อมกับการขับถ่าย

ล้างพิษด้วยการทาน 2 มื้อ

วิธีนี้ให้ทานอาหารเช้าและกลางวันตามปกติ ส่วนในมื้อเย็นให้ทานผลไม้ที่ไม่หวานจานเล็ก ๆ แทน

ดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มกาแฟ น้ำอัดลม

หลังจากตื่นนอนตอนเช้า ให้ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ และดื่มไปทั้งวันแทนเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในระบบของเหลวในร่างกาย ด้วยการขับออกมาทางเหงื่อ ปัสสาวะ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบน้ำเหลืองทำงานดีขึ้น

ล้างพิษด้วยน้ำซุปผัก

นำหอมใหญ่ 2 หัว, ผักชีฝรั่ง 1 กำเล็ก ๆ, แครอท 3 หัว, กระเทียม 1 กลีบ และเซเลอรี่ 3 ก้าน มาต้มรวมในหม้อ แล้วเติมน้ำ 6-8 ถ้วยจนท่วมผัก ตั้งไฟจนเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนต้มต่ออีก 30 นาที เมื่อเสร็จให้กรองเอาแต่น้ำซุปใช้ดื่มตลอดช่วงล้างพิษ โดยช่วงนี้ห้ามดื่มน้ำผลไม้คั้นสด 1 ชั่วโมงก่อนหรือหลังดื่มน้ำซุปผักเด็ดขาด เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มที่

อ่านเรื่อง การทำDetox ด้วยตัวเองภายใน 1 วัน ที่นี่

 

Credit: Lisa เเละ Kapook.com


 T[@ T[@ T[@

ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #12 04 สิงหาคม 2014, 22:34:07น.


{"h}ลิ้นจี่กับสรรพคุณเพื่อสุขภาพ {"h}





ลิ้นจี่ ผลไม้ประจำฤดูกาลนี้อีกชนิดนึงที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ด้วยรสชาติที่หวานหอม อร่อย ชื่นใจ เหมาะกับอากาศร้อนๆในช่วงนี้เป็นยิ่งนัก

ลิ้นจี่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Litchi Chinensis Sonn. วงศ์ Sapindaceae ต้นกำเนิดของลิ้นจี่ คือ ประเทศจีน มีประมาณ 30-40 พันธุ์ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถังชื่อ ป๋ายจีอี้ เคยเขียนไว้ว่า “ถ้าลิ้นจี่ถูกเด็ดจากต้น 1 วัน เปลือกจะเปลี่ยนสี 2 วัน กลิ่นหอมก็จะเปลี่ยน 3 วัน รสชาติก็เปลี่ยนไป และหลังจาก 4-5 วัน ทั้งสี กลิ่น และรสก็จะเปลี่ยนไปหมดสิ้น” นอกจากนี้ ลิ้นจี่ยังถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์ถัง โดยเป็นผลไม้โปรดของหยางกุ้ยเฟย พระสนมของจักรพรรดิถังเสวียนจงอีกด้วย

ในลิ้นจี่นั้นอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามิน บี 1 ในลิ้นจี่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยให้ ร่างกายเจริญเติบโตป้องกันไขมันอุดตันในหลอดเลือด แคลเซียมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีไนอะซีน ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงานช่วยระบบย่อยอาหารได้อีกด้วย

คุณค่าทางอาหารของลิ้นจี่

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมหวานชวนกิน คนไทยกินผลสด และนิยมนำลิ้นจี่มาทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มแก้กระหายน้ำ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 276 kJ (66 kcal)
คาร์โบไฮเดรต 16.5 g
ใยอาหาร 1.3 g
ไขมัน 0.4 g
โปรตีน 0.8 g
วิตามินซี (87%) 72 mg
สรรพคุณทั่วไป

เชื่อหรือไม่เห็นว่ารสชาติหวานๆแบบนี้ลิ้นจี่ถือเป็นผลไม้ที่เหมาะสมกับการรักษารูปร่าง ถ้าหากทานอย่างพอดี ลิ้นจี่ 1 ถ้วย (6 ผล ไม่แกะเมล็ดออก) ให้พลังงาน 125 แคลอรี มีไขมันน้อยกว่า 1 กรัม ลิ้นจี่มีวิตามินบี 2 โพแทสเซียม และมีวิตามินซีสูงมาก กินลิ้นจี่เพียงวันละ 3 ผลก็ได้วิตามินซีครบถ้วนตามความต้องการใน 1 วัน เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยบำรุงหลอดเลือด กระดูกและฟัน ในฤดูกาลที่มีขายให้ทานกันอย่างมากมาย สามารถใช้ลิ้นจี่แทนการทานวิตมินซีสังเคราะห์ได้

สรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆ

เนื้อในผล กินเป็นยาบำรุง แก้อาการไอเรื้อรัง แก้กระหายน้ำ แก้อาการคัดจมูก รักษาอาการท้องเดิน ลดกรดในกระ-เพาะอาหาร และบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร
นอกจากนี้ประเทศจีนใช้ชาเปลือกลิ้นจี่บรรเทาอาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคอ อาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส แก้บิด แก้ผดผื่น
เมล็ดมีฤทธิ์แก้ปวดบวม โดยใช้บดเป็นผงชงน้ำดื่ม หรือใช้พอกบริเวณมีอาการ
รากลิ้นจี่หรือเปลือกต้นใช้แก้อาการติดเชื้อไวรัส อีสุกอีใส และเพิ่มความสามารถระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลิ้นจี่มีปริมาณเส้นใยอาหารสูง มีปริมาณพลังงาน ต่ำ และเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติช่วยเผาผลาญสารอาหารในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ
สรรพคุณกับการต้นโรคมะเร็ง

มีงานวิจัยในประเทศจีนพูดถึงการสกัดสารฟลาโวนอยด์ที่มีมากมายในเปลือกและเนื้อลิ้นจี่ ว่าสามารถช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านม และช่วยยับยั้งผลต่อเนื่องในการแทรกตัว การยึดเกาะพื้นผิวของเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาผลิตเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ป่วยมะเร็ง

ข้อควรระวัง

สำหรับผู้ที่ยีนบกพร่อง คือ มีอาการ เวียนหัว ตาลาย มีเสียงในหู ปวดเมื่อยเอว ร้อนอุ้งเท้า ปากคอแห้ง ลิ้นแดง มีฝ้าน้อย ไม่ควรควรหลีกเลี่ยงการทานลิ้นจี่ ถ้าหากทานลิ้นจี่มากจะทำให้เกิด “โรคลิ้นจี่” ซึ่งมีอาการหัวใจเต้นเร็ว แขนขาไม่มีแรง มึนหัว หน้ามืดตาลาย เป็นต้น ถ้ามีอาการดังกล่าว ให้เอาเปลือกลิ้นจี่ ต้มกิน อาการก็จะหายไป


เรียบเรียงโดย lovefitt.com
credit:หมอชาวบ้าน, wikipedia, pharmacy.cmu.ac.th



 S|d'ขอบคุณที่มาของข้อมูลมากค่ะ

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 สิงหาคม 2014, 16:30:29น. โดย namtanwaan

ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #13 04 สิงหาคม 2014, 22:39:28น.



จริงหรือเปล่า  ทานปลาไม่อ้วน






ปลาจัดว่าเป็นอาหารอันดับต้นๆที่นึกถึง เมื่อต้องการที่จะควคุมน้ำหนัก หรือ รักษาสุขภาพ  เนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันมากมายว่า ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่มีอันตรายกับร่างกายน้อยมาก เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เราจัดปลาไว้ในอาหารหลักหมู่ที่หนึ่งในประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นมและถั่วเมล็ดแห้ง โปรตีนในเนื้อปลาจะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ ถือเป็นโปรตีนชั้นดีและมีไขมันต่ำ ไขมันที่มีอยู่ในเนื้อปลาจะเป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะสมอง จะป้องกันการจับแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือด วิตามิน และแร่ธาตุที่มีอยู่ในเนื้อปลาจะควบคุมการทำงานของร่างกายให้ทำหน้าที่ได้ตามปกติ และ นอกจากนี้ไขมันที่มีในเนื้อปลานั้นยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น โอเมกา 3,โอเมกา 6 แถมยังมีเเร่ธาติ, วิตมินและสารอาหารมากมาย อีกด้วย

ปริมาณไขมันที่อยู่ในเนื้อปลา

ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8 – 20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี
ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4 -5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจาระเม็ดขาว
ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2 -4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากระพงขาว ปลาจาระเม็ดดำ และปลาอินทรี
ปลาที่มีไขมันอยู่น้อย (ไม่เกิน 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ปลากระพงแดง และปลาเก๋า
ปลาทะเลที่มีปริมาณโอเมก้า 3 สูง

ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาอินทรีย์ ปลาทูน่า ปลากระพง ปลาดุกทะเล เป็นต้น แต่ทะว่าหลายๆคนคงบ่นว่าปลาทะเลมันแพงอยากไดัปลาราคาประหยัดที่หาซื้อง่ายในตลาดบ้านเรา ซึ่งความจริงในบ้านเราก็มีปลาน้ำจืดและปลาน้ำเต็มที่มีปริมาณโอเมก้า 3 ไม่แพ้ปลาทะเลเลยทีเดียว ดีไม่ดีอาจจะเยอะกว่าปลาทะเลจากต่างแดนเสียอีก ปริมาณโอเมก้าในที่นี้คือปริมาณต่อปริมาณเนื้อปลา 100 กรัม ได้แก่

ปลาสวายขาว ปลาน้ำจืดของไทย มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัม
ปลาทู ปลาทะเลไทยที่หาทานได้ง่ายที่สุด มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม
ปลาช่อน เป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูงเช่นกัน มีประมาณ 870 มิลลิกรัม
ปลากระพงขาว ปลาทะเลไทย มีโอเมก้า 3 ประมาณ 310 มิลลิกรัม
ซึ่งสำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเลการรับประทานปลาน้ำจืดก็เป็นทางเลือกที่ดีที่จะได้รับคุณค่าทางอาหารจากปลาไม่ต่างจากปลาทะเล แต่สิ่งที่ต้องระวังคือควรเลือกและเปลี่ยนชนิดปลาไปเรื่อยๆเพื่อป้องกันสารพิษตกค้างจากปลาเลี้ยงและควรมั่นใจว่าเนื้อปลาที่ทานจะต้องปรุงสุก เพื่อป้องกันพยาธิที่มักพบบ่อยในปลาน้ำจืด

ดูดีมีประโยชน์ซะขนาดนี้ทานไปเยอะๆได้ไม่น่าจะมีปัญหามีปัญาหรือเปล่า? แต่ว่าเดี๋ยวก่อนประโยชน์ของปลาตรงจุดนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความอ้วนแม้แต่น้อย เพราะเรื่องความอ้วนนั้น เป็นผลมาจากพลังงานที่ร่างกายได้รับและพลังงานที่ร่างกายใช้ไป ไม่ได้เกี่ยวกับชนิดของไขมันที่ได้รับแต่อย่างใด แต่ที่เชื่อกันว่ากินปลาแล้วจะผอม เป็นเพราะในเนื้อปลา เมื่อเทียบเป็นน้ำหนักที่เท่าๆ กันกับเนื้อสัตว์อื่นๆ จะมีส่วนของโปรตีนค่อนสูงและมีไขมันค่อนข้างน้อยดังนั้น พูดง่ายๆ ว่าถ้าหากกินปลาเทียบกับกินเนื้ออื่นๆ ในปริมาณเท่ากัน เนื้อปลาก็จะให้พลังงานกับร่างกายน้อยกว่า ได้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารมากกว่า แต่เถ้าคุณกินเปลาเข้าไปมากๆ จนเกินความจำเป็นของร่างกาย เเถมทานอย่างอื่นร่วด้วย หรือ ใช้ิธีการปรุงที่ผิด คุณก็มีโอกาสอ้วนได้เช่นเดียวกับการทานอาหารชนิดอื่น ดังนั้นการเตรียมเนื้อปลาเพื่อสุขภาพควนใส่ใจในวิธีการปรุงด้วยเช่นกัน ควรเลือกการปรุงโดยการ ต้ม นิ่ง ลวก เผา จะดีกว่าการนำมา ทอดเเละผัด นั้นเอง

ควรรับประทานปลาปริมาณเท่าไรถึงจะพอดี

ในแต่ละวันคนเราใน วัยทำงานจะต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม เป็นต้น ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาสุกมีค่าอยู่ระหว่าง 16-30 กรัมต่อ 100 กรัม (หรือ 9 –17 กรัมต่อ 1/3 ถ้วยตวง) ดังนั้นคนที่หนัก 50 กิโลกรัม แล้วต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียวก็คงต้องรับประทานจำนวนเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่าตัว ปกติปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 55-80 ในบรรดาปลาชนิดต่างๆ แนะนำว่าปลาสลิดตากแห้ง มีโปรตีนมากกว่าชนิดอื่น เมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ปลาดิบ ปลาต้ม และปลานึ่งทุกชนิดมีไขมันและพลังงานต่ำ ซึ่งปลาย่างและปลาทอดจะมีไขมันและพลังงานสูงกว่าอีกหน่อย

 

 

credit: women.thaiza.com, health.kapook.com, kkuhuso7.com, lifecenterthailand



 S|d' {"h} {"h}

ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #14 04 สิงหาคม 2014, 22:44:01น.


การเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร





การเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร 

น้ำมันถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในหการประกอบอาหาร ซึ่งจัดอยู่ในหมวดของไขมันที่เป็นแหล่งพลังงานและยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ถืงแม้ว่าน้ำมันจะมีความสำคัญต่อร่างกายแต่การรับประทานมากจนเกินไป หรือเลือกใช้ไม่ถูกวิธีการอาจก่อให้เกิดผลเสียให้และก่อให้เกิดโรคกับร่างกายได้เช่นกัน ปัจจุบันมีน้ำมันหลากหลายประเภทให้เลือกบริโภค ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบเและเลือกชนิดน้ำมันเพื่อนำมาปรุงอาหารได้อย่างถูกต้อง

ทำความรู้จักชนิดของน้ำมันกันก่อน น้ำมันสำหรับปรุงอาหารถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆได้เเก่น้ำมันพืชและน้ำมันที่มาจากไขมันสัตว์ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดคิดว่า น้ำมันพืชต่างจากน้ำมันหมูหรือน้ำมันสัตว์ ตรงที่ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันสัตว์ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ความจริงแล้วไม่ว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ก็จะให้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนัก เท่ากัน คือ 1 กรัม จะให้พลังงานเท่ากับ 9 kcal ดังนั้นความเชื่อที่ว่ากินน้ำมันพืชแล้วไม่อ้วน จึงไม่เป็นความจริง เพราะไม่ว่าน้ำมันอะไร หากกิน มากเกินก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน

หากแต่ น้ำมันสัตว์เช่น น้ำมันหมูจะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวซึ่งมีคุณสมบัติเป็นไขได้ง่ายเมื่ออากาศเย็น ไขมันสัตว์มีกลิ่นเหม็นหืนได้ง่ายเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิธรรมดา ไขมันจากสัตว์นอกจากมีไขมันอิ่มตัวแล้วยังมีโคเลสเตอรอลอีกด้วย การกินไขมันสัตว์มากอาจจะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันมะพร้าว เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากเช่นกั

น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว และน้ำมันเมล็ดปาล์ม) มีคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับน้ำมันสัตว์ น้ำมันพืชส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันสัตว์ ไขมันไม่อิ่มตัวนี้จะไม่ค่อยเป็นไข แม้จะอยู่ในที่เย็นเช่น แช่ตู้เย็น แต่จะทำปฏิกิริยากับความร้อนและออกซิเจนได้ง่าย และมักทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืนภายหลังจากใช้ประกอบอาหารแล้ว

ปัจจุบันมีน้ำมันพืชหลายชนิดที่เป็นน้ำมันผสม เช่น น้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันฝ้าย หรือน้ำมันปาล์ม โอเลอินผสมน้ำมันทานตะวัน เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืชชนิดผสมหรือไม่ผสม ต่างก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหมือนกัน

น้ำมันที่นิยมใช้ปรุงอาหารในปัจจุบัน

น้ำมันมะกอก

เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ที่จะช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ลดรอยเหี่ยวย่นได้ น้ำมันมะกอกมีจุดเกิดควันต่ำ (หมายถึง เกิดควันได้ง่าย) จึงไม่เหมาะกับการปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อน นิยมนำมาทำเป็นน้ำสลัด หรือเป็นส่วนประกอบของน้ำสลัด ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือมีราคาแพงและมีกลิ่นค่อนข้างฉุน

น้ำมันถั่วเหลือง,น้ำมันเมล็ดทานตะวัน,น้ำมันข้าวโพด

มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในระดับปานกลาง ไม่เป็นไขที่อุณหภูมิต่ำ แต่ถ้าผ่านความร้อนอุณหภูมิสูงมากจะเกิดอนุมูลอิสระได้ง่าย จึงเหมาะกับการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนปานกลาง เช่น การผัด หรืออาจนำมาทำน้ำสลัด และมาการีน

น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง ผลิตจากรำข้าว มีโอริซานอล ซึ่งสารตัวนี้มีแต่ในรำข้าว สารตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง ทำให้ไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว คุณภาพทางโภชนาการของน้ำมันรำข้าวก็ไม่แตกต่างจากน้ำมันถั่วเหลืองนัก

น้ำมันเมล็ดคำฝอย

เป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงที่สุดในบรรดาน้ำมันพืชที่ใช้ปรุง อาหาร และยังมีกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ปัจจุบันจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติและอาหารเพื่อสุขภาพ

น้ำมันปาล์ม

เป็นน้ำมันพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทใน วงการอาหารบ้านเรามากขึ้น จุดขายที่ใช้ในการโฆษณาคือไม่มีกลิ่นหืนและทอดได้กรอบ เนื่องจากมีกรดไขมันที่มีความอิ่มตัวมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นที่กล่าวมา แล้วทำให้น้ำมันปาล์มมีกลิ่นหืนยากกว่า และยังไม่เกิดควันเมื่อผัด หรือทอดอาหารที่อุณหภูมิสูง มีราคาถูกจึงเป็นที่นิยมใช้ในธุรกิจอาหาร แต่ด้วยความที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง และมีกรดไลโนอีกต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆจึงทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้

น้ำมันมะพร้าว

เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก และเป็นไขได้ง่ายเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ จึงไม่ค่อยนิยมนำมาปรุงอาหาร แต่จะใช้เพื่อผลิตมาการีนและสบู่

วิธีเลือกใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร
การใช้น้ำมันปรุงอาหารจะต้องคำนึงถึงความร้อนที่ใช้ประกอบอาหารเป็นหลัก เพราะนอกจากจะทำให้อาหารเหล่านั้นมีรสชาติที่เท่ากันแล้ว การเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับชนิดและประเภทของการปรุงอาหารจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น การผัด ซึ่งใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยหรือขลุกขลิกจะใช้น้ำมันชนิดใดก็ได้ เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันมะกอก

การทอดอาหารที่ใช้น้ำมันมากและใช้ความร้อนสูงในการประกอบอาหาร เช่น ทอดไก่ ทอดปลา ทอดกล้วยแขก ทอดปาท่องโก๋ หรือทอดโดนัท ไม่ควรใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เพราะจะทำให้เกิดควันได้ง่าย น้ำมันเหม็นหืน และทำให้เกิดความหนืด เนื่องจากมีสาร “โพลีเมอร์” เกิดขึ้น น้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหารในลักษณะนี้ คือน้ำมันชนิดที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันหมู เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษที่จะเกิดขึ้นจากการใช้น้ำมันผิดประเภทแล้ว ก็ยังได้อาหารที่มีรสชาติดี กรอบ อร่อย

ทำน้ำสลัด การทำน้ำสลัดประเภทต่างๆต้องใช้น้ำมันพืชที่ไม่แข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้น้ำมันปรุงอาหาร


Credit: หมอชาวบ้าน, manager.co.th, health.kapook.com, กองโภชนาการ กรมอนามัย




 ok: ty: ty:

แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 สิงหาคม 2014, 22:46:55น. โดย namtanwaan

ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #15 09 สิงหาคม 2014, 09:31:23น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #16 09 สิงหาคม 2014, 09:31:53น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #17 09 สิงหาคม 2014, 09:32:35น.




ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #18 09 สิงหาคม 2014, 09:33:46น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #19 09 สิงหาคม 2014, 09:34:21น.







ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #20 09 สิงหาคม 2014, 09:34:58น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #21 09 สิงหาคม 2014, 09:35:59น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #22 09 สิงหาคม 2014, 09:36:32น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #23 09 สิงหาคม 2014, 09:37:15น.




ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #24 09 สิงหาคม 2014, 09:37:44น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #25 09 สิงหาคม 2014, 09:38:14น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #26 09 สิงหาคม 2014, 09:38:44น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #27 09 สิงหาคม 2014, 09:39:13น.





ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #28 09 สิงหาคม 2014, 09:39:44น.






ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ *
  • พลังน้ำใจ: 119342
ตอบกลับ #29 09 สิงหาคม 2014, 09:40:23น.






 

เว็บไซต์ในเครือข่ายอภิโชค : apichokeonlin.com | apichoke.net | apichoke.biz | apichoke.me | apichoke.org | apichoke.info
"ศาสตร์ของการคำนวณหวย สถิติหวยความน่าจะเป็น บนเว็บนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน-นักคำนวณ และบุคคลทั่วไปตลอดจนเลขจากไสยศาสตร์ต่างๆ การที่ใครจะถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือถูกหวย รวยด้วยหวย ก็เป็นเพียงแต่ การเสี่ยงโชค เสี่ยงดวง เท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และไม่ควรงมงาย หากต้องการเสี่ยงโชค ซื้อหวย เล่นหวย ก็ขอให้ เสี่ยงโชคแต่พอเพียงตามกำลังของตนเอง อย่าซื้อเกินกำลังอาจทำให้เดือนร้อนได้"
คำเตือน : อย่าหลงเชื่อหากมีผู้อ้างตนเป็นอาจารย์ดังสามารถให้หวยถูก100%หรือให้ถูกทุกงวดแน่นอน หรืออวดอ้างว่ารู้จักกับเจ้าหน้าที่กองสลาก แล้วเรียกเก็บเงินจากท่าน
ข้อมูลในเว็บนี้ใช้ประกอบเสี่ยงโชคสำหรับซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเท่านั้น ไม่สนับสนุนหวยที่ผิดกฏหมาย